ขนส่งฯ บังคับติด GPS ระเบิดเวลา…ฆ่ารถบัส-รถบรรทุก

In กระตุกเหลี่ยมขนส่งupdated October 17, 2017 9:28 am

หลังจากกรมการขนส่งทางบก กำหนดให้ รถโดยสารสาธารณะทุกประเภทและรถตู้ (ยกเว้น รถสองแถว, รถหมวด 4 และรถหมวด 1 ภูมิภาค) รถลากจูง และรถบรรทุกขนาดใหญ่ (10 ล้อขึ้นไป) ที่จดทะเบียนใหม่ ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2559 เป็นต้นไป ต้องติดตั้ง GPS และเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับศูนย์บริหารจัดการเดินรถของกรมฯ

 ว่ากันว่า การติด GPS ดังกล่าวจะเป็นฐานจัดเก็บข้อมูล เช่น ข้อมูลการใช้ความเร็ว, ชั่วโมงการขับขี่ และตำแหน่งพิกัดของรถ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือ ที่สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการขนส่งสามารถติดตามพฤติกรรมผู้ขับรถ เพื่อกำหนดมาตรการในการป้องกันและลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุก อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือบริหารการขนส่งทางบกให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วย

แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การบังคับติด GPSนั้น ถือเป็น “ระเบิดเวลา” ที่ผูกติดตัวกลุ่มรถบัสและรถบรรทุก ที่ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านโลจิสติกส์ของประเทศ ให้ต้องทนทุกข์ทรมาน เพราะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม และมีรายได้ลดลง เพราะต้องเสียค่ารายเดือนจำนวนกว่า 800 บาท และค่าติดอีกในจำนวนหลายหมื่นบาท

คุณชุมพล สายเชื้อ เลขาธิการสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับกลุ่มขนส่งทั้งรถบัสและรถบรรทุกเป้นอย่างมาก ดังนั้น ทางสหพันธ์ฯ และบรรดาสมาชิกสมาคมขนส่งต่าง ๆ ทั่วประเทศ จึงได้เข้าพบอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เพื่อยื่นเรื่องที่ได้รับความเสียหายจากการที่ต้องติด GPS ในรถบรรทุกตามที่ทางกรมการขนส่งฯ ได้ออกกฎหมายบังคับมา

“ระบบคอมพิวเตอร์ที่คอยตรวจ GPS ของกรมการขนส่งฯ ยังมีข้อผิดพลาด เพราะตรวจจับความเร็วรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่มีสินค้าเต็มคันว่า มีความเร็วสูงสุดถึง 172 กม./ชม. ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แน่นอน ซึ่งทางกรมการขนส่งฯ ได้รับเรื่องนี้ไว้พิจารณาและแก้ปัญหาต่อไปแล้ว”

อย่างไรก็ดี กรมการขนส่งฯ จะตั้งคณะกรรมการมาดูแลระบบ GPS ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยจะให้ทางสหพันธ์ฯ ส่งสมาชิก 2 ราย เพื่อร่วมในคณะกรรมการชุดนี้ด้วย เพราะจะได้มีการแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริง ข้อดีและข้อเสีย ที่ผู้ขนส่งได้รับ และจะได้หาวิธีแก้ไขออกมาให้ทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์สูงสุด

ด้าน คุณพีระพล บุญชินวงศ์ นายกสมาคมขนส่งสินค้าภาคอีสาน กล่าวว่า บรรดาสมาชิกของสมาคมฯ ได้รับผลกระทบจากนโยบายของกรมการขนส่งฯ ที่ออกกฎให้รถบรรทุกต้องติด GPS พร้อมเครื่องรูดการ์ดของคนขับ ทั้งนี้เพราะหวังว่าจะช่วยสร้างความปลอดภัยบนถนนให้มากขึ้น แต่หารู้ไม่ว่าบรรดาผู้ประกอบการขนส่งทางบกได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

เริ่มจากการควบคุมให้รถบรรทุกใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 60 กม./ชม. ซึ่งตามความเป็นจริงนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะท้องถนนในทุกจังหวัดจะต้องมีทางลงและทางขึ้นเนินเขาเป็นจำนวนมาก เมื่อรถบรรทุกวิ่งลงเนินก็จำเป็นที่จะต้องใช้ความเร็วบ้าง เพื่อที่จะได้มีแรงส่งให้รถบรรทุกสามารถวิ่งขึ้นเนินได้ เพราะสินค้าที่บรรทุกมามีน้ำหนักมาก จึงเห็นได้ว่ารถบรรทุกทั้งหมดต่างมีความผิดที่ใช้ความเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด โดยทางกรมขนส่งฯ ของทุกจังหวัดสามารถตรวจสอบผ่านระบบ GPS ได้

เรื่องที่สองคือ การห้ามคนขับไม่ให้ทำงานเกิน 4 ชั่วโมง ด้วยการจราจรในปัจจุบันนี้มีจำนวนรถยนต์มากกว่าถนน ทำให้การจราจรติดขัด ไม่สามารถเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางได้ภายใน 4 ชั่วโมง และเป็นไปได้หรือที่จะต้องจอดรถบนท้องถนนในกรุงเทพฯ ตามถนนเลียบเขา หรือในป่าที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ และด้วยที่สถานีบริการน้ำมันจะไม่ยอมให้รถบรรทุกเข้าไปจอดพัก คนขับต้องนำรถไปจอดริมถนนแทน จึงเป็นสิ่งที่ง่ายต่อการก่ออาชญากรรมหรือการถูกลักเพลารถและล้ออะไหล่ รวมถึงแบตเตอรี่ หากทางราชการต้องการให้เป็นไปตามกฎที่ได้บังคับมาก็ควรที่จะสร้างจุดจอดรถบรรทุกในทุกจังหวัดให้เป็นที่พักแก่คนขับด้วย

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ทางเจ้าหน้าที่ของทางราชการจะทำการยึดใบขับขี่ของคนขับเมื่อทำผิดกฎจราจร ซึ่งในเรื่องนี้เองจะทำให้คนขับไม่สามารถขับรถบรรทุกต่อไปได้ เพราะต้องใช้ใบขับขี่รูดการ์ดเพื่อแสดงตัว ทำให้ไม่สามารถส่งสินค้าให้กับลูกค้าที่จุดหมายปลายทางได้ ถือเป็นความผิดพลาดที่ทางราชการมองไม่เห็น

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การที่ทางราชการได้ออกกฎให้รถบรรทุกสามารถขับแซงขวาขึ้นแทนรถคันหน้าที่ขับช้าได้ภายในเวลา 2 นาทีเท่านั้น ถือว่าเป็นไปแทบไม่ได้เลย เพราะรถบรรทุกที่หนักสามารถใช้ความเร็วได้ช้ามาก หากยิ่งแซงรถบรรทุกด้วยกันเองต้องใช้เวลามากกว่า 2 ขึ้นไป แต่ผู้ที่ออกกฎระเบียบข้อนี้มาไม่ได้ศึกษาถึงความจริงว่าเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นความคิดที่ดีที่ทางกรมการขนส่งฯ ได้ออกกฎให้รถบรรทุกต้องติด GPS ทุกคัน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนมากขึ้น แต่เมื่อมีความเป็นจริงของการใช้งานเกิดขึ้นแล้วเป็นเรื่องที่รถบรรทุกทั้งหมดแทบจะทำไม่ได้เลยสักเรื่องหนึ่ง จึงต้องการให้ทางกรมการขนส่งฯ ทำการศึกษาอีกครั้งหนึ่งกับผู้ประกอบการขนส่งทางบก เพื่อที่จะได้ข้อสรุปที่แท้จริงออกมา หลังจากนั้นก็ยื่นเรื่องให้คณะรัฐมนตรีทำการเปลี่ยนแปลงกฎหมายออกมาเพื่อให้ชาวขนส่งสามารถประคองตัวให้อยู่รอดได้

ข่าวอื่นๆ

Personal Offices instant The Right Way to help Begin Your personal Business

If you are planning to start up your very own business in addition to have typically the demanded structure

Exactly why Online Customer service network Training?

On line customer services education can be the nearly all hassle-free manner of learning how to give buyers the

Mobile Sliding Menu